การเขียนบทความวิชาการ
บทความทางวิชาการมีความสาคัญทั้งต่อตัวผู้เขียน ต่อวงการวิชาการ/วิชาชีพ และต่อสังคม ในด้านความสาคัญต่อผู้เขียน บทความทางวิชาการเป็นภาพสะท้อนถึงความตื่นตัวทางวิชาการของผู้เขียนในการ ติดตามความรู้และวิทยาการใหม่ๆ ในแวดวงการศึกษา ตลอดจนความสามารถในการจัดระบบความคิดและนาเสนอ ในด้านความสาคัญต่อวงการวิชาการ/วิชาชีพ บทความทางวิชาการเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการกระจายความรู้และการพัฒนาองค์ความรู้ ในด้านความสาคัญต่อสังคม บทความทางวิชาการเสนอสาระความรู้และแนวความคิดต่างๆ อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติในด้านต่างๆ ดังนั้นจึงจาเป็นที่นักวิชาการไม่ว่าจะอยู่ในวงการวิชาการ/วิชาชีพใดจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับการเขียนบทความทางวิชาการ
1 ความหมายของบทความวิชาการ
บทความวิชาการ (academic article) เป็นข้อเขียนเชิงสาระที่ผู้เขียนตั้งใจหยิบยกประเด็นใดประเด็นหนึ่ง หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในแวดวงวิชาการ วิชาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หรือวิพากษ์ทัศนะหรือแนวคิดเดิม และหรือนาเสนอหรือเผยแพร่แนวคิดใหม่ เพื่อมุ่งให้ผู้อ่าน เปลี่ยนหรือปรับเปลี่ยนแนวคิด ความเชื่อมาสู่แนวคิดของผู้เขียน บทความวิชาการเน้นการให้ความรู้เป็นสาคัญและต้องอาศัยข้อมูลทางวิชาการ เอกสารอ้างอิง และเหตุผลที่พิสูจน์ได้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้อ่าน
2 วัตถุประสงค์ของการเขียนบทความวิชาการ
วัตถุประสงค์ของการเขียนบทความวิชาการมีอยู่หลายประเด็นด้วยกัน ส่วนใหญ่แล้วจะต้องการให้ผู้อ่านได้รับ ความรู้ ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น แนวทางปฏิบัติ วิธีการแก้ปัญหาข้อคิด แรงบันดาลใจ ข้อแนะนา ข้อเสนอแนะ ในการเขียนบทความวิชาการแต่ละครั้งผู้เขียนควรจะกาหนดวัตถุประสงค์ของการเขียนให้ชัดเจนว่าต้องการให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์จากบทความในด้านใด เพราะในการเขียนบทความทางวิชาการถึงแม้จะเป็นเรื่องเดียวกันแต่อาจมีวิธีการนาเสนอแตกต่างๆกัน หากผู้เขียนมีวัตถุประสงค์ในการเขียนต่างกัน ในการกาหนดวัตถุประสงค์ของการเขียนบทความวิชาการนั้น ผู้เขียนจะต้องตอบคาถามตามหลัก 5 W 1 H ก่อนที่จะทาการเขียนบทความวิชาการเพื่อเป็นแนวในการกาหนดทิศทางของการเขียนและรูปแบบวิธีการนาเสนอเนื้อหาในบทความวิชาการดังกล่าว โดย 5 W 1H ประกอบด้วย Who “จะเขียนให้ใครอ่าน” ผู้เขียนบทความวิชาการจะต้องทราบกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนว่าบทความดังกล่าวจะนาเสนอให้กลุ่มผู้อ่านที่เป็นกลุ่มหลักคือใคร เช่น พนักงานสอบสวน นักวิชาการ หรือประชาชนทั่ว ๆ ไป เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากจะได้กาหนดวิธีการนาเสนอและเรื่องได้เหมาะสมกับกลุ่มผู้อ่าน ตลอดจนเป็นแนวทางในการวางโครงเรื่องและการยกตัวอย่างในเนื้อหาให้สอดคล้องกับผู้ผ่าน What “จะเขียนเรื่องอะไร” หลังจากที่ได้กาหนดชัดเจนแล้วว่าจะเขียนบทความวิชาการให้กับใครอ่าน คาถามต่อมาที่ต้องตอบคือ จะเขียนเรื่องอะไร ซึ่งเรื่องที่จะเขียนจะต้องสอดคล้องกับกลุ่มผู้อ่านด้วย Where “จะเขียนเพื่อเผยแพร่ที่ไหน” สาหรับแหล่งที่จะเผยแพร่นั้นก็มีความสาคัญ เพราะแหล่งเผยแพร่แต่ละแห่งจะมีวัตถุประสงค์เฉพาะหรือมีกลุ่มผู้อ่านเฉพาะ เช่น เผยแพร่ผ่านวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัย เผยแพร่ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ หรือวารสารบันเทิงลักษณะการเขียนบทความวิชาการจะต่างกัน นอกจากนี้รูปแบบการเขียน การอ้างอิง ลาดับหัวข้อของบทความที่เสนอผ่านแหล่งที่แตกต่างกันก็แตกต่างกันด้วย When “เวลาที่จะนาบทความลงเผยแพร่คือเมื่อใด” การรู้ช่วงเวลาที่จะเผยแพร่บทความนับเป็นประเด็นสาคัญอีกประเด็นหนึ่ง เนื่องจากบทความบางเรื่องหากนาเสนอในช่วงเวลาที่
ไม่เหมาะก็อาจจะไม่ดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน หรือหากนาเสนอพ้นช่วงเวลาที่ควรนาเสนอแล้วบทความนั้นจะได้รับความสนใจน้อยหรือไม่มีใครอ่าน เช่น หากจะนาเสนอบทความวิชาการเรื่อง “ประเด็นที่ควรคานึงถึงในการจัดทารัฐธรรมนูญ” ควรนาเสนอบทความดังกล่าวในช่วงก่อนที่จะมีการจัดทารัฐธรรมนูญหรือ ช่วงเวลาที่กาลังมีการจัดทาฉบับ “ร่าง” แต่หากเขียนบทความดังกล่าวหลังจากที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว เรื่องดังกล่าวจะดูล้าสมัยไป แต่สามารถแก้ไขได้โดยการปรับเปลี่ยนเนื้อหาเป็นเรื่อง “ขั้นตอนการจัดทารัฐธรรมนูญ” หรือ “ประเด็นที่คนไทยควรรู้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” แทนเรื่องเดิม เป็นต้น Why “จะนาเสนอเรื่องนี้ทาไม” นอกจากผู้ที่จะเขียนบทความวิชาการจะต้องตอบคาถาม Who What Where และ hen แล้วจะต้องอธิบายถึงเหตุผลของการเขียนบทความวิชาการว่าจะเขียนเรื่องดังกล่าวทาไม ซึ่งจะเชื่อมโยงถึง คาถาม Who What Where และ When เช่น จะเขียนเพื่อใช้สอนนักศึกษา จะเขียนเพื่อไม่ให้คนไทยถูกหลอก หรือจะเขียนเพื่อเผยแพร่กฎหมายให้พนักงานสอบสวนทั่วไปทราบ How “จะนาเสนอเรื่องนี้อย่างไร” สาหรับหัวข้อนี้ผู้เขียนบทความวิชาการจะต้องกาหนดแนวทางการเขียนว่าจะนาเสนอสาระสาคัญ แยกเป็นกี่ประเด็น ประเด็นใหญ่ ๆ มีอะไรบ้าง ในประเด็นหลักมีประเด็นย่อย ๆ มีตัวอย่าง มีเหตุผล เพื่อสนับสนุนประเด็นหลักอย่างไรบ้าง การวางโครงเรื่องจะช่วยให้เขียนเรื่องได้ง่าย ไปในทิศทางที่ต้องการ ไม่สับสน ไม่กล่าวซ้าซาก ไม่นอกเรื่อง ประเด็นที่ผู้เขียนบทความวิชาการที่ยึดตามหลัก 5 W 1 H ต้องคานึงถึงคือความเชื่อมโยง ต่อเนื่องและสอดคล้องในแต่ละข้อของ 5 W 1 H เพื่อไม่ให้ผู้อ่านบทความสับสนและผู้เขียนบทความเองก็จะได้ไม่หลงประเด็น
3 การเขียนโครงเรื่องของบทความวิชาการ
หลังจากที่ผู้เขียนได้เรื่องที่จะเขียนแล้ว ก่อนที่จะลงมือเขียนบทความ ผู้เขียนควรจะมีการเขียนหรือวางโครงเรื่องของบทความก่อน โครงเรื่องหมายถึง การกาหนดเนื้อหาของบทความ โดยวิธีการจัดลาดับความคิดให้เป็นหมวดหมู่ หรือเป็นขั้นตอนตามลาดับความสาคัญ และความสัมพันธ์ของเนื้อหาที่จะเขียน โดยลักษณะโครงเรื่องที่ดีจะต้อง
1) อยู่ในขอบเขตของเรื่องที่จะเขียน
2) เนื้อเรื่องไม่ซ้าซ้อนกัน
3) ความสัมพันธ์ของเนื้อเรื่องทุกหัวข้อมีการเรียงลาดับความก่อนหลังตามลาดับที่ควรเสนอ และมีความเชื่อมโยงเนื้อเรื่องเข้าด้วยกัน
4) สาระความสาคัญครบถ้วน
ทั้งนี้ในการเขียนโครงเรื่องเพื่อให้ผู้เขียนได้รู้ว่าตนเองควรจะมีการจัดลาดับของการเขียนอย่างไร ขั้นตอนของการเขียนโครงเรื่อง มีดังนี้
(1) ค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล เป็นการรวบรวมเนื้อหาที่เป็นทั้งความรู้ ข้อเท็จจริง และประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะเขียนจากเอกสารและสถิติต่างๆ ทั้งนี้อาจจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการอื่น ๆ ประกอบ เช่น การสัมภาษณ์ การสนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ฯลฯ
(2) จัดหมวดหมู่การคิด เป็นการคัดสรรประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะเขียนว่าเรื่องใดเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด แนวคิดใดที่เป็นเรื่องเดียวกันหรือใกล้เคียงกันให้อยู่ในพวกเดียวกัน หรือจัดเป็นประเด็นหลัก ประเด็นรอง
(3) จัดลาดับความคิด เมื่อได้จัดหมวดหมู่ความคิดแล้ว จะนามาจัดลาดับความคิดตามวิธีการต่างๆ เช่น จัดลาดับความคิดเห็นตามเวลาหรือเหตุการณ์ตามลาดับการเกิดก่อน – หลัง จัดลาดับตามสถานที่ เช่น แบ่งตามภูมิภาค เหนือ กลาง ใต้ ตะวันออก และ ตะวันตก หรือการจัดลาดับความคิดจากส่วนรวมไปหา
ส่วนย่อย หรือจากส่วนย่อยๆ ไปหาส่วนรวม เป็นต้น ทั้งนี้การจัดลาดับความคิดต้องจัดให้เป็นระบบ ให้เขียนตามลาดับขั้นตอนเพื่อจะให้ผู้อ่านเข้าใจตามลาดับ
4 ส่วนประกอบของบทความวิชาการ
บทความวิชาการที่จะตีพิมพ์ในวารสารคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร มีส่วนประกอบดังต่อไปนี้
1) ชื่อเรื่อง (title) การกาหนดชื่อเรื่อง ต้องใช้ภาษาที่เป็นทางการ ชื่อเรื่องชัดเจน ตรงไปตรงมา และครอบคลุมประเด็นของเรื่องและมีความยาวไม่เกิน 100 ตัวอักษร ชื่อเรื่องจะต้องสื่อถึงเนื้อหาของเรื่อง ซึ่งต้องมีลักษณะที่เจาะลึก ไม่กว้างเกินไป มีความใหม่และน่าสนใจสอดคล้องกับเวลา สถานการณ์ และนโยบายของวารสาร
2) บทคัดย่อ (abstract) ควรเขียนให้สั้น กระชับ เน้นประเด็นสาคัญของงานที่ต้องการนาเสนอจริงๆ มีความยาวไม่เกิน 10 ถึง 15 บรรทัด โดยบทคัดย่อมักจะประกอบด้วยเนื้อหาสามส่วน คือ เกริ่นนา สิ่งที่ทา สรุปผลสาคัญที่ได้ ซึ่งอ่านแล้วต้องเห็นภาพรวมทั้งหมดของงาน ควรมีคาสาคัญอยู่ในบทคัดย่อเพื่อให้ระบบสืบค้นฐานข้อมูลตรวจพบ และควรเขียนเป็นสิ่งสุดท้ายหลังจากเขียนส่วนอื่นทั้งหมดแล้ว
3) บทนา หรือคานา (introduction) ส่วนนาจะเป็นส่วนที่ผู้เขียนจูงใจให้ผู้อ่านเกิดความสนใจในเรื่องนั้นๆ ซึ่งสามารถใช้วิธีการและเทคนิคต่างๆ ตามแต่ผู้เขียนจะเห็นสมควร เช่น อาจใช้ภาษาที่กระตุ้น จูงใจผู้อ่านหรือยกปัญหาที่กาลังเป็นที่สนใจขณะนั้นขึ้นมาอภิปราย หรือตั้งประเด็นคาถามหรือปัญหาที่ท้าทายความคิดของผู้อ่านหรืออาจจะกล่าวถึงประโยชน์ที่ผู้อ่านจะได้รับจากการอ่าน เป็นต้น นอกจากจะเป็นส่วนที่ใช้จูงใจผู้อ่านแล้ว ส่วนนาเป็นส่วนที่ผู้เขียนสามารถกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการเขียนบทความนั้น หรือให้คาชี้แจงที่มาของการเขียนบทความนั้น ๆ รวมทั้งขอบเขตของบทความนั้น เพื่อช่วยให้ผู้อ่านไม่คาดหวังเกินขอบเขตที่กาหนด นอกจากนั้นผู้เขียนอาจใช้ส่วนนานี้ในการปูพื้นฐานที่จะเป็นในการอ่านเรื่องนั้นให้แก่ผู้อ่าน หรือให้กรอบแนวคิดที่จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหาสาระที่นาเสนอต่อไป บทนาประกอบด้วย
(1) หลักการและเหตุผล (rationale) หรือความเป็นมาหรือภูมิหลัง (Background) หรือความสาคัญของเรื่องที่เขียน (justification) หัวข้อนี้จะทาให้ผู้อ่านได้ทราบเป็นพื้นฐานไว้ก่อนว่าเรื่องที่เลือกมาเขียนมีความสาคัญหรือมีความเป็นมาอย่างไรเหตุผลใดผู้เขียนจึงเลือกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาเขียน ในการเขียนบทนาในย่อหน้าแรกซึ่งถือว่าเป็นการเปิดตัวบทความทางวิชาการ และเป็นย่อหน้าที่ดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน
(2) วัตถุประสงค์ เป็นการเขียนว่าในการเขียนบทความในครั้งนี้ต้องการให้ผู้อ่านได้ทราบเรื่องอะไรบ้าง โดยจานวนวัตถุประสงค์แต่ละข้อไม่ควรมีมากเกินไปและวัตถุประสงค์แต่ละหัวข้อจะต้องสอดคล้องกับเรื่องหรือเนื้อหาของบทความ
(3) ขอบเขตของเรื่อง ที่ผู้เขียนต้องการจะบอกกล่าวให้ผู้อ่านทราบและเข้าใจตรงกัน เพื่อเป็นกรอบในการอ่านโดยการเขียนขอบเขตนั้น อาจขึ้นอยู่กับปัจจัยในการเขียน ได้แก่ ความยาวของงานที่เขียน หากมีความยาวไม่มากก็ควรกาหนดขอบเขตการเขียนให้แคบลงไม่เช่นนั้นผู้เขียนจะไม่สามารถนาเสนอเรื่องได้ครบถ้วนสมบูรณ์ และระยะเวลาที่ต้องรวบรวมข้อมูล การกาหนดเรื่องที่จะเขียนที่ลึกซึ้ง สลับซับซ้อนหรือเป็นเรื่องเชิงเทคนิคอาจจะยากต่อการรวบรวมข้อมูลและเรียบเรียงเนื้อเรื่อง ดังนั้นหากมีเวลาน้อยก็ควรพิจารณาเขียนเรื่องที่มีขอบเขตไม่กว้างหรือสลับซับซ้อนมากนัก
(4) คาจากัดความหรือนิยามต่าง ๆ ที่ผู้เขียนเห็นว่าควรระบุไว้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านในกรณีที่คาเหล่านั้นผู้เขียนใช้ในความหมายที่แตกต่างจากความหมายทั่วไปหรือเป็นคาที่ผู้อ่านอาจจะไม่เข้าใจ
ความหมายถือเป็นการทาความเข้าใจและการสื่อความหมายให้ผู้เขียนบทความและผู้อ่านบทความเข้าใจตรงกัน รวมทั้งเป็นการขยายความหมายให้สามารถตรวจสอบหรือสังเกตได้ด้วย
4) เนื้อเรื่อง (body) การเขียนส่วนเนื้อเรื่องจะต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ประกอบกัน กล่าวคือ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ (sciences) นั้นคือหลักวิชาการที่ผู้เขียนจะต้องคานึงถึงในการเขียน ได้แก่ กรอบแนวความคิด conceptual framework) ที่ผู้เขียนใช้ในการเขียนจะต้องแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงของเหตุที่นาไปสู่ผล (causal relationship) การอ้างอิงข้อมูลต่าง ๆ ในส่วนศิลป์ (art) ได้แก่ ศิลป์ในการใช้ภาษาเพื่อนาเสนอเรื่องที่เขียน การลาดับความ การบรรยาย วิธีการอ้างอิง สถิติและข้อมูลต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบเรื่องที่เขียน เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจและประทับใจมากที่สุด
ในส่วนเนื้อหาสาระผู้เขียนควรคานึงถึงประเด็นสาคัญๆ ดังต่อไปนี้
(1) การจัดลาดับเนื้อหาสาระ ผู้เขียนควรมีการวางแผนจัดโครงสร้างของเนื้อหาสาระที่จะนาเสนอ และจัดลาดับเนื้อหาสาระให้เหมาะสมตามธรรมชาติของเนื้อหาสาระนั้น การนาเสนอเนื้อหาสาระควรมีความต่อเนื่องกัน เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสาระนั้นได้โดยง่าย
(2) การเรียบเรียงเนื้อหา ในส่วนนี้ต้องอาศัยความสามารถของผู้เขียนในหลายด้านนอกเหนือจากความเข้าใจในเนื้อหาสาระ เช่น ด้านภาษา ด้านสไตล์การเขียน ด้านวิธีการนาเสนอ การนาเสนอเนื้อหาสาระให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายและได้อย่างรวดเร็วนั้น จาเป็นต้องใช้เทคนิคต่างๆ ในการนาเสนอเข้าช่วย เช่น การใช้สื่อประเภทภาพ แผนภูมิ ตาราง กราฟ เป็นต้น
(3) การวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ ต้องเป็นไปอย่างมีหลักการ ทฤษฎี หรือมีหลักฐานอ้างอิงอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ มีความเป็นเหตุเป็นผลที่น่าเชื่อถือ มีการอ้างอิงข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อนาไปสู่ข้อสรุปด้วยทรรศนะของกลุ่มและมุมมองของผู้เข้าร่วมสัมมนา โดยมีการเรียบเรียงเรื่องราวต่อเนื่องกันตามลาดับอย่างชัดเจนเพื่อให้ผู้อ่านหรือผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถนาเรื่องนั้น ๆ ไปปรับใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ได้อีกทางหนึ่ง
(4) การใช้ภาษา การเขียนบทความทางวิชาการ จะต้องใช้คาในภาษาไทยหากคาไทยนั้นยังไม่เป็นที่เผยแพร่หลาย ควรใส่คาภาษาต่างประเทศไว้ในวงเล็บ ในกรณีที่ไม่สามารถหาคาไทยได้ จะเป็นต้องทับศัพท์ก็ควรเขียนคานั้นให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของราชบัณฑิตสถาน ไม่ควรเขียนภาษาไทยและต่างประเทศปะปนกัน เพราะจะทาให้งานเขียนนั้นมีลักษณะของความเป็นทางการ (formal) ลดลง ผู้เขียนบทความทางวิชาการจาเป็นต้องพิถีพิถันในเรื่องการเขียนตัวสะกดการันต์ต่างๆ ให้ถูกต้องตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน และควรตรวจทานงานของตนไม่ให้ผิดพลาด เพราะงานนั้นจะเป็นแหล่งอ้างอิงทางวิชาการต่อไป
(5) วิธีการนาเสนอ การนาเสนอเนื้อหาสาระให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายและได้อย่างรวดเร็วนั้น จาเป็นต้องใช้เทคนิคต่างๆ ในการนาเสนอเข้าช่วย เช่น การใช้สื่อประเภทภาพ แผนภูมิ ตาราง กราฟ เป็นต้น ผู้เขียนควรมีการนาเสนอสื่อต่างๆ นี้อย่างเหมาะสม และถูกต้องตามหลักวิชาการ เช่น การเขียนชื่อตาราง การให้หัวข้อต่างๆ ในตาราง เป็นต้น
5) ส่วนสรุป บทความทางวิชาการที่ดีควรมีการสรุปประเด็นสาคัญๆ ของบทความนั้นๆ ซึ่งอาจทาในลักษณะที่เป็นการย่อ คือการเลือกเก็บประเด็นสาคัญๆ ของบทความนั้นๆ มาเขียนรวมกันไว้อย่างสั้นๆ ท้ายบท หรือ อาจใช้วิธีการบอกผลลัพธ์ว่า สิ่งที่กล่าวมามีความสาคัญอย่างไร สามารถนาไปใช้อะไรได้บ้าง หรือจะทาให้เกิดอะไรต่อไป (ปรีชา ช้างขวัญยืน และคณะ . 2539 : 14 ) หรืออาจใช้วิธีการตั้งคาถามหรือให้ประเด็น
ทิ้งท้ายกระตุ้นให้ผู้อ่านไปสืบเสาะแสวงหาความรู้ หรือคิดค้นพัฒนาเรื่องนั้นต่อไป งานเขียนที่ดีควรมีการสรุปในลักษณะใดลักษณะหนึ่งเสมอ
6) ส่วนอ้างอิง เนื่องจากบทความทางวิชาการ เป็นงานที่เขียนขึ้นบนพื้นฐานของวิชาการที่ได้มีการศึกษา ค้นคว้า วิจัยกันมาแล้ว และการวิเคราะห์ วิจารณ์อาจมีการเชื่อมโยงกับผลงานของผู้อื่นจึงจาเป็นต้องมีการอ้างอิงเมื่อนาข้อความหรือผลงานของผู้อื่นมาใช้ โดยการระบุให้ชัดเจนว่าเป็นงานของใคร ทาเมื่อไร และนามาจากไหน เป็นการให้เกียรติเจ้าของงาน และประกาศให้ผู้อ่านรับรู้ว่า ส่วนนั้นไม่ใช่ความคิดของผู้อื่น รวมทั้งเป็นการให้หลักฐานแก่ผู้อ่าน ให้ผู้อ่านสามารถไปสืบเสาะแสวงหาความรู้เพิ่มเติม หรือติดตามตรวจสอบหลักฐานได้ การอ้างอิงควรจะเป็นการกระทาอย่างมีจุดหมาย เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบแหล่งที่มาของความรู้ และช่วยให้ผู้อ่านมีโอกาสหาความรู้เพิ่มขึ้นและเป็นการแสดงว่าสิ่งที่นามากล่าวมีหลักฐานควรเชื่อถือได้เพียงใด ความรู้พื้นๆ ที่เป็นสิ่งที่ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย ไม่จาเป็นต้องมีการสืบค้นอะไรอีก ไม่จาเป็นต้องมีการอ้างอิง ควรอ้างอิงเท่าที่จาเป็น การอ้างอิงมากเกินจาเป็น จะทาให้บทความดูรุ่มร่าม และก่อความราคาญในการอ่านได้ นอกจากนั้น พึงตระหนักอยู่เสมอว่าการคัดลอกงานของผู้อื่นนั้นทาได้ แต่ต้องเป็นการนามาเพื่ออธิบายสนับสนุนเท่านั้น ไม่ใช่ลอกเอามาเป็นเนื้องานของตน
3.5 การเผยแพร่บทความวิชาการ แหล่งเผยแพร่บทความทางวิชาการ มีทั้งที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อบุคคล และสื่ออิเล็คทรอนิคส์ประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ อาทิ วารสารทางวิชาการวารสารกึ่งวิชาการ หนังสือรวมเรื่อง และเอกสารประกอบการประชุม สัมมนาทางวิชาการ สื่อบุคคล อาทิ การนาเสนอผลงานในการประชุม สัมมนาทางวิชาการ การบรรยาย/อภิปราย และสื่ออิเลคทรอนิกส์ อาทิ เว็บไซต์ ฐานข้อมูล ในการเตรียมบทความทางวิชาการ ต้องทราบแหล่งเผยแพร่และวิธีจัดเตรียมต้นฉบับที่แหล่งเผยแพร่นั้นๆ กาหนด เช่น ต้องทราบว่าแหล่งเผยแพร่เป็นวารสารวิชาการ หรือวารสารกึ่งวิชาการ วัตถุประสงค์ในการเผยแพร่เป็นอย่างไร กลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มใด ความยาวของบทความกาหนดไว้กี่หน้า อักษรที่ใช้ในการพิมพ์เป็นแบบไหน ใช้การอ้างอิงรูปแบบใด เพื่อสามารถจัดเตรียมบทความทางวิชาการได้อย่างเหมาะสม ในการเลือกแหล่งเผยแพร่ที่เป็นวารสารวิชาการ เพื่อการเผยแพร่บทความทางวิชาการมีหลักเกณฑ์ดังนี้
1) เป็นวารสารที่จัดพิมพ์ต่อเนื่องทุกปี ตรงตามเวลาที่กาหนด
2) เป็นวารสารที่ออกต่อเนื่องมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี
3) กองบรรณาธิการประกอบด้วย ผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์ในวิชาชีพเพียงพอ
4) มีผู้ทรงคุณวุฒิอ่านพิจารณาบทความอย่างน้อย 2 ท่าน
5) ถูกนาไปทาดรรชนีวารสารไทย
6) มีค่า impact factor สูง (การวัดค่าความถี่ของการอ้างอิงบทความวารสารในแต่ละปี เป็นเครื่องมือช่วยประเมินเปรียบเทียบวารสาร)
7) มีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
8) มีเอกสารอ้างอิง
9) มีรายชื่ออ้างอิงอยู่ในฐานข้อมูลของต่างประเทศ
3.6 หลักเกณฑ์สากลสาหรับพิจารณามาตรฐานบทความทางวิชาการ
1) มีความถูกต้อง เหมาะสม จากข้อเท็จจริงทางทฤษฎี
2) มีหลักฐานการอ้างอิงประกอบ เช่น สถิติ ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ
3) ข้อมูลที่เสนอมีความน่าเชื่อถือ อาจเป็นข้อมูลปฐมภูมิจากการสังเกต ทดลอง สอบถาม
4) เนื้อหาที่นาเสนอตรงประเด็น สาดับ ขั้นตอน เชื่อมโยง ต่อเนื่อง
5) ภาษาชัดเจน ไม่กากวม ฟุ่มเฟือย ใช้ศัพท์วิชาการได้ถูกต้อง
6) ข้อมูลทันสมัย อ้างอิงย้อนหลังไม่เกิน 10 ปี
การตั้งค่าหน้ากระดาษ
ตัวอย่างการเขียนบทความวิชาการ
ชื่อเรื่องบทความ แบบอักษร TH SarabunPSK 18
ชื่อผู้เขียนที่ 1 นามสกุล (Firstname Lastname)1 อักษรแบบ TH SarabunPSK ขนาด 16 pt
ชื่อผู้เขียนที่ 2 นามสกุล (Firstname Lastname)2
1ตาแหน่ง สถานที่ทางาน และ Email address ของผู้เขียนที่ 1 TH SarabunPSK ขนาด 16 pt
2ตาแหน่ง สถานที่ทางาน และ Email address ของผู้เขียนที่ 2
บทคัดย่อ คาแนะนาที่แสดงในเอกสารฉบับนี้ใช้สาหรับผู้ที่มีความประสงค์ส่งบทความวิชาการเพื่อตีพิมพ์ลงวารสารคณะเทคโนโลยีอุสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคา โดยกองบรรณาธิการวารสารได้กาหนดรูปแบบและหลักเกณฑ์ในการพิมพ์บทความให้แก่ผู้เขียนได้ปฏิบัติตาม ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกบทความที่จะตีพิมพ์อยู่ในรูปแบบและหลักเกณฑ์ที่มีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้สะดวกและเป็นการประหยัดเวลาในการจัดทารูปเล่มวารสาร บทคัดย่อทั้งภาษาไทยและอังกฤษความยาวไม่ควรเกิน 300 คา และใช้ตัวอักษรแบบ TH SarabunPSK ขนาด 16 pt
ABSTRACT : Authors of papers to proceedings have to type the papers in a form suitable for direct photographic reproduction by the publisher. In order to ensure uniform style throughout the volume, all the papers have to be prepared strictly according to the instructions set below. The publisher will reduce the camera-ready copy to 75% and print it in black and white only. Abstracts both in Thai and English shall not exceed 300 words and the font shall be TH SarabunPSK with 16 pt.
KEYWORDS : โปรดระบุ Keyword (เป็นภาษาอังกฤษตัวปกติ อักษรแรกเป็นตัวพิพม์ใหญ่ คั่นด้วยจุลภาค) ควรเป็นคาสาคัญหรือศัพท์เฉพาะทางที่เห็นแล้วเข้าใจได้ทันทีว่างานชิ้นนี้เกี่ยวกับอะไร จานวนไม่เกิน 5 -8 คา
1. บทนา
ใช้แบบตัวอักษร TH SarabunPSK ตัวอักษรขนาด 16 ทั้งบทความ ใช้กระดาษขนาด A4 หลังจาก Keywords ให้แบ่งบทความออกเป็นสองสดมภ์ตามรูปแบบการตั้งค่าหน้ากระดาษ ส่วนประกอบหลักของบทความให้เรียงตามลาดับ ดังรายละเอียดในตารางที่ 1
การจัดลาดับของหัวข้อในส่วนของเนื้อเรื่อง ให้ใช้เลขกากับโดยให้บทนาเป็นหัวข้อหมายเลข1 และหากมีการแบ่งหัวข้อย่อย ก็ให้ใช้เลขระบบทศนิยมกากับหัวข้อย่อย เช่น 1.1 เป็นต้น
1.1 ตาราง
วางตารางให้ใกล้ตาแหน่งที่อ้างถึงในบทความ พิมพ์ชื่อและลาดับที่ของตารางเหนือตาราง และพิมพ์คาอธิบายเพิ่มเติมใต้ตาราง
ตารางทุกตารางจะต้องมีหมายเลข และคาบรรยายกากับเหนือตารางหมายเลขกากับและคาบรรยายนี้รวมกันแล้วควรจะมีความยาวไม่เกิน 2 บรรทัด คาบรรยายเหนือตาราง ห้ามใช้คา“แสดง” เช่น ห้ามเขียนว่า “ตารางที่ 1 แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง……” ที่ถูกต้องคือ “ตารางที่ 1 ความสัมพันธ์ระหว่าง………….” เพื่อความสวยงาม จะต้องเว้นบรรทัดใต้ตาราง1 บรรทัด
ลักษณะทั่วไปของตารางให้อ้างอิงจากตารางที่ 1
1.2 ระยะระหว่างส่วนประกอบ
เว้น 1 บรรทัดขนาด 16 ระหว่าง Title และชื่อผู้แต่ง เว้น 1 บรรทัดขนาด 16 ระหว่างชื่อผู้แต่งและตาแหน่ง สถานที่ทางาน เว้น 3 บรรทัดขนาด 16 ระหว่างตาแหน่ง สถานที่ทางานของผู้แต่งกับบทคัดย่อ นอกนั้นให้ใช้ระยะขนาด 16 ในการเว้นบรรทัด
ตารางที่ 1 ขนาดและลักษณะของตัวอักษร และระยะระหว่างบรรทัด
ส่วนประกอบ
ขนาดอักษรและ
ลักษณะอักษร
ชื่อบทความ
Title
ชื่อผู้เขียน
สถานที่ติดต่อ
บทคัดย่อ
Abstract
Keywords
หัวข้อหลัก
หัวข้อรอง
เนื้อความทั่วไป
ตารางและภาพ
กิตติกรรมประกาศ
เอกสารอ้างอิง
เกี่ยวกับผู้เขียน
18
18
16
16
16
16
16
16
16
16
16
16
16
16
หนา
หนา
พิมพ์ใหญ่
หนา
ตัวแรกเอียง
ปกติ
ปกติ
ปกติ
หนา ตัวแรกปกติ
ปกติ
เอียง
ปกติ 1
ปกติ 2
ปกติ
1 เว้นระยะ 5 มม. จากทางซ้ายสาหรับบรรทัดแรกของแต่ละย่อหน้า
2 ตัวหนาตรงคาว่า ตารางที่ x และ ภาพที่ x
2 ตั้งกั้นซ้ายที่ระยะ 5 มม.
1.3 รูป และรูปภาพ
วางรูปและรูปภาพให้ใกล้ตาแหน่งที่อ้างถึง ในบทความ พิมพ์ชื่อและลาดับที่ของรูปใต้รูป พร้อมคาบรรยายไว้กึ่งกลางของสดมภ์ ลักษณะทั่วไปของรูปให้อ้างอิงจากรูปที่ 1
รูปภาพควรเป็นสีขาว- ดา และมีขนาด เท่ากับความกว้างของสดมภ์โดยวางชิดขอบ ซ้ายของสดมภ์ พึงระลึกว่าในการตีพิมพ์ บทความ ขนาดของบทความจะถูกย่อเล็กลง เป็น 75% ของขนาด- เดิม รายละเอียดของ รูปภาพที่เล็กเกินไปจึงอาจไม่ชัดเจน
ภาพที่ 1 คาอธิบายชื่อรูปหรือภาพถ่ายทั่วไป ทั้งรูปและภาพถ่ายที่นามาแสดงจะต้องมีความ ชัดเจน
1.4 สมการ วางสมการชิดขอบซ้ายของสดมภ์ ใส่ลาดับ ที่ของสมการใน ( ) ณ ขอบขวาของสดมภ์ใน บรรทัดเดียวกัน สมการที่ 1 แสดงตัวอย่างของ สมการ
1 ( ) xx xx
1.5 การอ้างอิง ให้ใช้สัญลักษณ์ [x] ในการอ้างอิงถึง เอกสารอ้างอิงลาดับที่ x ในเอกสารอ้างอิง ให้ ใช้คาว่า รูปที่ y และ ตารางที่ z ในการอ้างอิง ถึงรูปที่ y และตารางที่ z ตามลาดับ และ หลีกเลี่ยงการอ้างอิงถึงเอกสารอ้างอิงใน เนื้อความของบทคัดย่อ
กรณีบทความภาษาอังกฤษ
ผู้เขียนบทความเป็นภาษาอังกฤษ จะใช้รูปแบบ และขนาดของตัวอักษร และรูปแบบของ บทความแบบเดียวกันกับบทความที่เขียนเป็น ภาษาไทย แต่ไม่ให้มีภาษาไทยแทรกอยู่ใน บทความนั้นๆ
เอกสารอ้างอิง
[1] นามผู้ประพันธ์ , ปีที่พิมพ์ . ชื่อหนังสือ . จานวนเล่ม (ถ้ามี). ครั้งที่พิมพ์ (ถ้ามี). ชื่อชุด หนังสือและลาดับที่ (ถ้ามี). สถานที่พิมพ์ : สานักพิมพ์.
[2] นามผู้ประพันธ์, ปีที่พิมพ์. ชื่อหนังสือ. แปล โดย นามผู้แปล. สถานที่พิมพ์ : สานักพิมพ์.
[3] นามผู้เขียนบทความ , ปีที่พิมพ์ . ชื่อ บทความ. ใน ชื่อบรรณาธิการ , ชื่อหนังสือ, เลขหน้า. สถานที่พิมพ์ : สานักพิมพ์.
[4] นามผู้เขียนบทความ , ปีที่พิมพ์ . ชื่อ บทความ. ชื่อวารสาร, เล่มที่ : เลขหน้า.
[5] นามผู้เขียนบทความ , วัน เดือน ปี . ชื่อ บทความ. ชื่อหนังสือพิมพ์ไทย : เลขหน้า.
[6] นามผู้เขียนบทความ , ปี, เดือน วัน . ชื่อ บทความ . ชื่อหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ : เลขหน้า.
[7] นามผู้เขียนวิทยานิพนธ์, ปี. ชื่อวิทยานิพนธ์. ระดับวิทยานิพนธ์ ( หรือปริญญานิพนธ์ ) มหาวิทยาลัย.
[8] นามผู้บรรยาย, ปี. ชื่อหัวข้อบรรยาย. ชื่องานสัมมนา, ชื่อสถานที่ที่บรรยาย.
[9] นามผู้ประพันธ์, วัน เดือน ปีที่ลงข้อความ(ถ้ามี). ชื่อเรื่อง. ชื่อหน่วยงาน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น